ล็อกอิน

ขณะนี้มีสมาชิก ผู้ใช้ 0 คน และผู้เยี่ยมชม 0 guests กำลังออนไลน์

สมาชิกใหม่

  • khunpan
  • zafire06
  • ณ นินนา
  • เนยไหม้
  • lhinwhan

กีตาร์

กีตาร์เป็นเครื่องดนตรีในตระกูลเครื่องสายซึ่งเป็นการยากมากที่จะสืบค้นให้แน่ชัดว่าเริ่มมาจากที่ใด จะชัดที่สุดก็คงจะเริ่มตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 ที่ได้เกิดเครื่องสายกลุ่มหนึ่ง คือ ไวโอล วิเวล่า และลูท ซึ่งวิเวล่านี้ยังแยกออกเป็น 3 แบบคือ



1.
วิเวล่า เดอ อาร์โด (VIHUELA DE ARCO) การเล่น ใช้การสีคล้ายไวโอลินในปัจจุบัน


2.
วิเวล่า เดอ เพนโญล่า(VIHUELA DE PENOLA) มีลักษณะการเล่นด้วยวิธีเอาแผ่นไม้บางๆดีดลง บนสาย คล้ายกับการใช้ปิ๊กในปัจจุบัน


3.
วิเวล่า เดอ มาโน (VIHUELA DE MANO) การเล่นใช้นิ้วดีดเกี่ยว หรือดีดลงบนสาย
วิเวล่านั้นถือกำเนิดในประเทศ สเปน มีลำตัวคล้ายกีตาร์ในปัจจุบัน แต่มีขนาดที่เล็กกว่าเฟร็ทที่คอใช้เอ็นรัดไว้รอบคอ ในช่วงต้นนั้น วิเวล่า ในแบบ ที่ใช้คันสี ใช้แผ่นไม้ดีด นั้นจะได้รับความนิยมมากกว่าในแบบที่ใช้นิ้ว แต่ครั้นย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 16 วิเวล่า เดอ มาโน ก็กลับมาเป็น ที่นิยมของนักดนตรีทั้งในสเปนและอิตาลี โดยมากจะใช้เล่นประกอบกับการร้องเพลง หลังจากนั้นกีตาร์ก็ได้กำเนิดขึ้นมา ในช่วงต้นๆ นั้น กีตาร์มีขนาดเล็กกว่า วิเวล่าที่มีสายอยู่ 6 ชุด (สองสายเท่ากับหนึ่งชุด) และจุดเด่นที่ต่างจากวิเวล่าได้ชัดคือ จะมีสายอยู่ 4 ชุด และด้านหลังจะโค้งมนคล้ายหลังเต่า ต่อมาสเปนได้ทำกีตาร์สาย 5 ชุดขึ้น ให้ชื่อว่ากีตาร์แห่งสเปน ซึ่งทำให้บรรดานักดนตรีเริ่มให้ความสนใจในเครื่องดนตรีชนิดนี้กันอย่างจริงจัง พออย่างเข้าศตวรรษได้ปรากฏคีตกวีทางกีตาร์ที่ได้รับการยกย่อง คือ เฟอร์นานโดซอร์ และ มาโร จูเลียนี่ เขา 2 คนได้ประพันธ์เพลงทำให้เกิดบทเพลงที่มีโครงสร้างอิสระ จัดอยู่ในรูปแบบมาตรฐาน การประพันธ์เพลงของเขาคือ ไฮเดิ่น และ โมชาร์ต จนมาถึงศตวรรษที่ 20 กีตาร์ได้รับความนิยมมากมาดัดแปลง ไม่แพ้เปียโน หรือเครื่องดนตรีอื่นๆเลย เมื่อ ไฮ เทอร์ วีญา-โลโบส ได้พลิกบทบาทกีตาร์ ให้เล่นเคลื่อนรูปคอร์ด ขึ้นลงบนฟิงเกอร์บอร์ด รวมทั้งการเล่นสาย เปิดปิด กาลเวลาหลอมให้กีตาร์แพร่หลายไปทุกด้าน เมื่อแถบตะวันตกและอเมริกาใต้นำไปเล่นประกอบเพลงรำ และในการตื่นตัวของยุค มีการเปลี่ยนสายเอ็นมาเป็นสายเหล็กในปัจจุบันที่เราเล่นกันอยู่ VIHUELA DE ARCO VIHUELA DE PENOLA VIHUELA DE MANOกีตาร์ไฟฟ้า หากแบ่งตามโครงสร้างของลำตัวกีตาร์ (Body) อาจแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ1)กีตาร์ตัวตัน (Solid Body) หมายถึง กีตาร์ไฟฟ้าปกติที่ลำตัวมีลักษณะตัน ไม่มีการเจาะช่องในลำตัวกีตาร์เหมือนอย่างกีตาร์โปร่ง หรือ Acoustic กีตาร์ แต่บริเวณลำตัวจะมีตัวรับสัญญาณแรงสั่นสะเทือนของสายกีตาร์ (Pick Up) ขณะที่ดีด เพื่อส่งต่อไปยังเครื่องขยายเสียง (Amplifier) ต่อไป 2)กีตาร์ลำตัวกึ่งโปร่ง (Semi-Hallow Body) เป็น กีตาร์ไฟฟ้าที่มีลักษณะโครงสร้างส่วนกลางของลำตัวในแนวเดียวกับคอกีตาร์ มีลักษณะตัน (แต่มีการเจาะช่องเพื่อใส่ตัวรับสัญญาณแรงสั่นสะเทือนของสายกีตาร์ (Pick Up) เช่นเดียวกับกีตาร์ตัวตัน) บริเวณส่วนข้างของกีตาร์มีการเจาะช่อง (Sound Hole) เอาไว้เพื่อให้เกิดการกำทอนของเสียงมากกว่ากีตาร์ตัวตัน ซึ่งจะให้เสียงที่เป็นAcoustic มากขึ้น นิยมใช้ในดนตรีแจ๊สหรือบลูส์ เป็นกีตาร์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อลดเสียงรบกวนที่เรียกว่าFeed back ซึ่งเกิดจากกีตาร์ไฟฟ้าลำตัวโปร่ง (กล่าวคือ ยังมีเสียงรบกวนบ้างแต่น้อยลงกว่าเดิม)3)กีตาร์ลำตัวโปร่ง (Hallow Body) คือ กีตาร์ไฟฟ้าที่มีการเจาะช่องเอาไว้เพื่อให้เกิดการกำทอนของเสียง (Sound Hole) และ กีตาร์ลำตัวกึ่งโปร่ง ปกติช่องดังกล่าวมักจะอยู่ด้านข้างของลำตัวกีตาร์ เนื่องจากบริเวณกลางลำตัวจะมีการใส่ตัวรับสัญญาณแรงสั่นสะเทือนของสายกีตาร์ (Pick Up) เช่นเดียวกันกับกีตาร์ตัวตัน ซึ่งผลของการที่มีช่องกำทอนเสียง ทำให้ลักษณะของเนื้อเสียงที่ได้เป็น Acoustic มากกว่า

pick

pick (pick) แผ่นพลาสติกบางรูปสามเหลี่ยมหรือรูปหยดน้ำ ใช้สำหรับดีดกีตาร์หรือเครื่องสายอื่น มีหลายขนาดทั้งแข็ง (heavy) ปานกลาง (medium) หรือ อ่อน (slim) pick แข็งนิยมใช้ในการโซโล่เพลง จะให้เสียงที่มีพลัง กังวาน pick อ่อนใช้ในการตีคอร์ดเพราะจะให้เสียงที่ใสกว่า pick แข็ง ปลั๊กขนาดกลาง ใช้ได้ทั้ง2อย่าง แต่ถ้าใช้ pick แข็งตีคอร์ดแต่ใช้การจับ pick หลวมๆ ก็จะได้เสียงที่ต่างไปอีกแบบ วัสดุที่นำมาใช้ทำ pick มีหลายแบบเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก พลาสติก ฯลฯ

การหัดใช้นิ้วมือซ้ายให้คล่องสิ่ง ที่คุณเห็นคือการฝึกไล่นิ้วซึ่ง เรียกว่า โคเมติกเป็นการไล่ให้คล่องมือเริ่มหัดจากช้า ๆ ไปจนคลองแล้วเร่งจังหวะในการฝึก เวลาที่นิ้วที่ต้องการเล่นขยับ นิ้วอื่นจะต้องอยู่กับที่ ห้ามเคลื่อนไหว(ดูรูปตัวอย่าง) มือขวาดีดขึ้นลงอย่างช้าๆ แล้วค่อยเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคล่องขึ้น รับรองว่าให้ผลดีมากเลย นักกีตาร์เซียนเขายังฝึกกันเลยครับ ให้ไล่จากบาร์แรกไปจนถึงบาร์ที่ 12 แล้ว ไล่ย้อนกลับมาจนถึงบาร์ที่ 1 นะครับวันละ 5 - 15 นาทีก็เพียงพอแล้วสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย

:: เทคนิคการเล่นกีตาร์พื้นฐาน ::การรูดสาย (Sliding)

การ รูดสาย หรือที่เรียกว่าการรูดนิ้ว หรือการเลื่อนนิ้ว หรือการสไลด์ แทนด้วยสัญลักษณ์ ที่เป็นลูกศรชี้ดังภาพ เมื่อสัญลักษณ์นี้ไปต่อท้ายโน้ตตัวใดก็แสดงว่าคุณต้องรูดนิ้วไปยังโน้ตตัว ถัดไป ดังนั้นการเล่นตาม TAB 1A ก็คือ1. กดนิ้วโน้ตตัวแรกก็คือ เฟร็ตที่ 2 สาย 3
2.
ดีดสาย ในขณะที่สายกำลังสั่นก็ใช้นิ้วมือซ้ายที่กดสายนิ้วเดิมเลื่อนไปยังโน้ตตัวต่อไป ตามภาพที่ 1 คือ เฟร็ตที่ 4 สาย 3

เทคนิคอันนี้เป็นลูกเล่นเบสิกที่ง่ายที่สุด แต่ก็ใช้กันมากที่สุด ในการฝึกขั้นสุดท้ายคุณอาจใช้เทคนิคนี้เชื่อมระหว่างกลางในการเล่นจากโน้ต หนึ่งไปหาอีกโน้ตหนึ่งทั่วไปบนคอกีตาร์
การดันสาย (Bend)
อัน นี้ก็เป็นการเล่นง่ายๆหรือเป็นลูกเล่นเบสิกซึ่งคุณควรจะรู้ดี เพราะเทคนิคขั้นต่อไปต้องอาศัยมันมากทีเดียว สัญลักษณ์ที่เป็นลูกศรหยักดังภาพ แทนการดันสาย โน้ตที่ต่อด้วยสัญลักษณ์นี้ต้องถูกดันสาย

อธิบายการเล่นตาม TAB 2A
1.
กดนิ้วเฟร็ตที่ 7 สาย 3
2.
ดีดสาย และพร้อมๆกันนั้นก็ดันสายขึ้นไปตามภาพ 2A , 2B
3.
โน้ตซึ่งแทนด้วยเลข 9 (ไม่มีรูปทรงเลขาคณิตรอบตัวเลข) แสดงว่าคุณต้องทำเสียงนั้นโดยการดันสายให้ถึงเสียงนั้นโดยที่คุณไม่ต้องกดนิ้วโน้ตตัวนั้น
4.
สัญลักษณ์ แทนการนำสายกลับคืนตำแหน่งเดิม นั่นคือจะได้ยินเสียงโน้ตนี้โดยไม่ต้องดีดสาย (เสียงโน้ตเฟร็ตที่ 7 สาย 3 หลังสัญลักษณ์นี้จะดังโดยไม่ต้องดีด) ดังภาพ 2C หมายเหตุ อย่าลืมว่าโน้ตที่มีการดีดสายจะแสดงด้วยตัวอักษร p ข้างใต้ด้วยเสมอ

การเล่นหางเสียง (Hammer On)
ลูก เล่นหรือกลเม็ดง่ายๆอย่างหนึ่งที่จะต้องเรียนรู้ก่อนเพื่อจะได้เอาไว้ใช้ใน การเล่นเทคนิคที่ยากขึ้นไป สัญลักษณ์ ที่เป็นลูกศรโค้งดังภาพ แทนการเล่นหางเสียง ไม่ต้องดีดโน้ตที่ตามหลังสัญลักษณ์นี้ เสียงโน้ตจะเกิดจากการเคลื่อนนิ้วมือคุณบนสายกีตาร์ ลูกเล่นหรือเทคนิคนี้ถูกใช้บ่อยในการโซโล่และการสะบัดนิ้ว
อธิบายการเล่นตาม TAB 3A
1.
กดนิ้วโน้ตตัวแรกที่เฟร็ตที่ 5 สาย 3
2.
ดีดสายและปล่อยให้สายสั่นอยู่ชั่วขณะ
3.
ตบนิ้วซึ่งบอกไว้ (ในที่นี้รูปสี่เหลี่ยมรอบเลข 7 หมายถึงนิ้วนาง) ลงบนสายอย่างแรงและรวดเร็วให้เกิดเสียงโน้ตต่อไปคือเฟร็ตที่ 7 สาย 3 ตามภาพที่ 3
การเล่นยกนิ้ว (Pull Off)
การ ยกนิ้วนี้ก็คล้ายๆ กับเป็นการเล่นหางเสียงแบบหนึ่ง แต่ตรงกันข้ามกับการเล่นแบบที่กล่าวมาแล้ว คือ หางเสียงแทนที่จะมีเสียงสูงขึ้นกลับมีเสียงต่ำลง เพราะการปฏิบัติเป็นไปในลักษณะตรงกันข้ามสัญลักษณ์ ที่เป็นลูกศรโค้งดังภาพ แทนการเล่นยกนิ้ว ไม่ต้องดีดโน้ตที่ตามหลังสัญลักษณ์นี้ เสียง โน้ตจะเกิดจากการยกนิ้วเคลื่อนออกจากสายกีตาร์
อธิบายการเล่นตาม TAB 4A
1.
กดนิ้วโน้ตตัวแรกที่เฟร็ตที่ 7 สาย 3 และโน้ตตัวที่สองที่เฟร็ตที่ 5สาย 3 ด้วย โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วนางตามลำดับ ตามภาพที่ 4
2.
ดีดสายให้สายสั่นอยู่ชั่วขณะ นิ้วของคุณต้องกดโน้ตตัวที่สองไว้ก่อนที่จะปล่อยนิ้วโน้ตตัวแรก
3.
ยกนิ้วที่จับโน้ตตัวแรกขึ้นพ้นจากสายอย่างแรงและรวดเร็ว จนเกิดเสียงโน้ตตัวที่สอง (โดยไม่มีการดีด) ที่เฟร็ตที่ 5 สาย
เทคนิคอันนี้ถูกใช้บ่อยมากในการโซโล่
การสะบัดนิ้วการสะบัดนิ้ว คือการนำเอาเทคนิคในการเล่นหางเสียงและยกนิ้วมารวมกัน โดยการเล่นยกนิ้วและเล่นหางเสียงกลับไปกลับมาระหว่างตัวโน๊ตสองตัว
อธิบายการเล่นตาม TAB 5A
1.
กดนิ้วที่เฟร็ตที่ 5 และ 7 ไปในขณะเดียวกัน ดีดโน้ตตัวแรกที่เฟร็ตที่ 7 สาย 3 ให้สายสั่น
2.
ยกนิ้วและในขณะที่มีเสียงโน้ตตัวที่สองดังขึ้นคือเสียงที่เฟร็ตที่ 5 สาย 3 ก็ให้กดนิ้วทำหางเสียงโน้ตตัวที่สามที่เฟร็ตที่ 7 สาย 3 อีก
3.
ปฏิบัติต่อไประหว่างตัวโน๊ตสองตัวนี้ ยิ่งทำได้เร็วก็จะทำให้ลูกเล่นนี้มีเสียงเด่นชัดขึ้นเทคนิคนี้ใช้มากในการโซโล่และลูกสอด
การกลิ้งนิ้ว
การกลิ้งนิ้วเป็นเสียงของตัวโน๊ต 3 ตัว การเล่นแบบนี้เป็นการไล่โน้ตไปมาจากตัวโน๊ตหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่งอย่างนิ่ม นวล การเล่นกลิ้งนิ้วจะได้เสียงน่าฟังที่สุดถ้าเล่นช้าๆ ติดๆ กัน
อธิบายการเล่น TAB 6A
1.
ดีดสายในเวลาเดียวกันเล่นหางเสียงโน้ตตัวแรก เฟร็ตที่ 5 สาย 3 ตามภาพที่ 5A (อ่านหมายเหตุ)
2.
เล่นยกนิ้วจากเฟร็ตที่ 5 สาย 3 และในเวลาเดียวกันเล่นหางเสียงเฟร็ตที่ 2 สาย 3 ตามภาพที่ 5B
3.
เล่นยกนิ้วไปยังโน้ตตัวที่สาม ซึ่งเป็นเสียงสายเปล่า สาย 3 ตามภาพที่ 5C
4.
เล่นซ้ำขั้นตอนจากข้อ 1-3 เพิ่มความเร็วจนเสียงโน้ตรัวติดๆ กัน
หมายเหตุ โน้ตตัวแรกของการเล่นกลิ้งนิ้วนี้เท่านั้นที่จะถูกดีด เสียงโน้ตตัวอื่นๆ เกิดจากการเล่นหางเสียง (Hammer On) และ ยกนิ้ว (Pull Off) การจำคอร์ดกีตาร์

ในการจำคอร์ดกีตาร์นั้นสำหรับพวกที่เก๋าๆแล้วจะรู้ว่า เป็นเรื่องที่ง่ายมาก แต่สำหรับมือใหม่ มันค่อนข้างที่จะเยอะมากทีเดียว เห็นแล้วตาลายไปหมด พยายามทำความเข้าใจสักหน่อย จะได้ไม่ต้องใช้ความจำมาก
1.
อันดับแรกเลยต้องมาลองสังเกตดูว่าคอร์ดกีตาร์มันจะเป็นภาษาอังกฤษที่วนไปเรื่อยๆ ก็คือ A - B - C - D - E - F - G - A - B - - - - >
2.
ทีนี้มาดูว่ามันมี # หรือ b ต่อท้ายตรงไหนบ้าง(เลือกจำซักอย่างก็พอ ในที่นี้ขอพูดถึง # ก่อน นั่นก็คือ เครื่องหมาย # จะอยู่ต่อท้ายทุกตัวยกเว้นระหว่าง B กับ C และ ระหว่าง E กับ F ดังนี้คือ A - A# - B - C - C# - D - D# - E - F - F# - G - G# - A - - - - >
3.
เมื่อเป็น b ก็คือเป็นคอร์ดเดียวกับตรงที่มีเครื่องหมาย # นั่นเอง เพียงแค่เรียกกันคนล่ะชื่อแค่นั้น เช่น A# เรียกอีกอย่างว่า Bb เป็นต้น
4.
ทีนี้มาลองดูบนคอกีตาร์กัน ทดลองจับคอร์ด F ดู เมื่อเลื่อนเข้ามาด้านใน 1 บาร์ก็จะเป็นคอร์ด F# เลื่อนเข้ามาอีก 1 บาร์ก็คือคอร์ด G ตามลำดับไปเรื่อยๆจนหมดบาร์ บนคอกีตาร์ คอร์ดอื่นๆ ก็เหมือนกันมันจะวนแบบนี้ตลอด ซึ่งจะทำให้จำคอร์ดได้ง่ายและมากขึ้น

ส่วนประกอบของกีตาร์คราว นี้เราจะมาศึกษาในด้านของส่วนประกอบต่าง ๆ ของ กีตาร์ชื่อที่ใช้เรียก และเกร็ดความรู้ เกี่ยวกับชิ้นส่วนต่าง ๆ กันครับ เวลาเรียกชื่อหรือคุยกันจะได้เรียกถูกว่าส่วนไหนคืออะไร ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งได้ 3 ส่วนใหญ่ ๆ 1. ส่วนหัว ประกอบด้วย
1.1
ชุดลูกบิด โดยทั่วไปที่เราพบเห็นก็จะมี 2 แบบ ได้แก่แบบที่ตัวลูกบิดหันไปด้านหลังตั้งฉากกับตัวกีตาร์แกนหมุนสายเป็นพลาสติกซึ่งจะใช้กับกีตาร์คลาสสิก หรือกีตาร์ฝึก(แต่จะเป็นแบบที่แกนหมุนสายเป็นเหล็กใช้กับกีตาร์ราคาไม่สูงนัก) และอีกแบบจะขนานกับตัวกีตาร์หรือแกนหมุนสายตั้งฉากกับตัวกีตาร์ซึ่งใช้กับกีตาร์โฟล์คหรือกีตาร์ไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปที่เราเห็นนั่นเอง แต่ละบริษัทที่ผลิตลูกบิดกีตาร์นั้นจะมีระบบเป็นของตัวเองเช่นระบบล็อคกันสายคลายเวลาดีด เป็นต้น 1.2 นัท (nut) บางคนอาจเรียกว่าหย่องหรือสะพานสายบน แต่ผมจะเรียกว่านัทจะดีกว่านะครับ มันจะติดอยู่ปลายบนสุดของฟิงเกอร์บอร์ดเพื่อรองรับสายกีตาร์ให้ยกสูงจากฟิงเกอร์บอร์ด ซึ่งระยะความสูงของสายกับฟิงเกอร์บอร์ดดังกล่าวนี้เรียกว่า action มี ความสำคัญมากเพราะถ้ามันตั้งความสูงไว้ไม่เหมาะสมแล้วจะทำให้การเล่นกีตาร์ ลำบากมากคือถ้าระยะดังกล่าวสูงไปคุณต้องออกแรงกดสายมากขึ้นก็จะเจ็บนิ้วมาก ขึ้น แต่ถ้ามันตั้งไว้ต่ำไปก็จะทำให้เวลาดีดความสั่นของสายจะไปโดนเฟร็ตทำให้เกิดเสียงแปลก ๆ ออกมา การปรับแต่งนั้นคุณสามารถที่จะทำได้ด้วยตัวเองโดยการถอดมันออกมาและใช้ตะไบถูกับฐานของมันหรือเซาะร่องทั้ง 6 ให้ลึกลงไป(วิธีหลังผมไม่แนะนำเท่าไรเพราะถ้าคุณเซาะร่องไม่ดีจะมีผลกับเสียงกีตาร์ของคุณ)กรณีที่สูงเกินไป ตรงกันข้ามถ้าต่ำไปก็หาเศษกระดาษหนา ๆ หรือเศษไม้มารองได้นัทจนได้ความสูงที่คุณพอใจ โดยปกติประมาณ 2 มม. สำหรับกีตาร์ไฟฟ้าบางรุ่น(โดยเฉพาะที่มีชุดคันโยก)มักจะมีนัทแบบที่ล็อคสายกีตาร์ได้คือจะมี 6 เหลี่ยมขันอัดให้โลหะชิ้นเล็ก ๆ ไปกดสายกีตาร์เพื่อกันสายคลายเมื่อเล่นคันโยก
กรณีที่คุณต้องเปลี่ยนนัทเช่นมีการแตกหัก คุณจะต้องเช็คขนาดของนัทของคุณให้ดีก่อนไปซื้อเพราะนัทมีขายหลายขนาดผมเคยแล้วไปซื้อมากลายเป็นคนละขนาดต้องไปเปลี่ยนอีก แต่ถ้าเป็นกีตาร์ระดับราคาไม่สูงนักคิดว่าคงไม่มีปัญหา
2.
ส่วนคอกีตาร์ ประกอบด้วย
2.1
คอกีตาร์ คือส่วนที่เราใช้จับคอร์ดเล่นโน้ตต่าง ๆ มีความสำคัญมากสำหรับกีตาร์ก่อนซื้อคุณจะต้องดูให้ดีดังที่แนะนำในหัวข้อการเลือกซื้อกีตาร์ คอกีตาร์ควรจะทำมาจากไม้ มะฮอกกานี หรือไม้ ซีดา หลักกรที่สำคัญที่สุดคือคอกีตาร์ต้องตรง ไม่มีรอยแตกหรือปริของเนื้อไม้
2.2 fingerboard
เป็นแผ่นไม้ที่ติดลงบนคอกีตาร์อีกชั้น เป็นตัวที่ใช้ยึดเฟร็ต หรือลวดลายมุกประดับต่าง ๆ และเราก็จะเล่นโน้ตต่าง ๆ ของกีตาร์บนหน้าฟิงเกอร์บอร์ดนั่นเอง ไม้ที่นิยมใช้จะเป็นไม้ โรสวูด หรือไม้ อีโบนี ซึ่งมีเนื้อไม่แข็งเกินไป มีแบที่แบนเรียบของกีตาร์คลาสสิก และกีตาร์โฟล์กับกีตาร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะโค้งเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับนิ้วเวลาทาบบนคอ
2.3
เฟร็ต (fret) ทำมาจากโลหะฝังอยู่บนคอกีตาร์เป็นตัวที่จะกำหนดเสียงของโน้ตดนตรีจากการกดสายกีตาร์ลงบนเฟร็ตต่าง ๆ ซึ่งทำให้สายมีความสั้นยาวต่างกันไปตามการกดสายของเราว่ากดที่ช่องใดระยะสายที่เปลี่ยนไปก็คือระดับเสียงที่เปลี่ยนไปด้วย สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือระยะระหว่างเฟร็ตแต่ละตัวต้องได้มาตรฐาน มิฉะนั้นจะทำให้เสียงเพี้ยนได้แต่เราไม่สามารถเช็คระยะดังกล่าวได้เราอาจเช็คคร่าว ๆ จากฮาโมนิคซึ่งผมได้กล่าวแล้วในเรื่องการเลือกซื้อกีตาร์ลองไปอ่านดูก็ได้ครับ จำนวนของเฟร็ตก็จะขึ้นกับความยาวของคอกีตาร์ซึ่งแต่ละผู้ผลิตก็จะต่างกันไป ปกติกีตาร์คลาสสิกจะมีประมาณ 18 ตัว กีตาร์โฟล์คประมาณ 20 ตัว แต่กีตาร์ไฟฟ้าซึ่งมักจะมีการเล่นโซโล่จึงมีช่องให้เล่นโน๊ตมากขึ้นประมาณ 22-24 ตัว และกีตาร์คลาสสิกซึ่งคอกีตาร์แบนราบ เฟร็ตก็จะตรง แต่กีตาร์โฟล์คหรือกีตาร์ไฟฟ้านั้นส่วนใหญ่จะมีคอที่โค้งเล็กน้อยก็จะมีเฟร็ตที่โค้งตามไปด้วย
2.4
มุกประดับ จุดประสงค์คือให้ใช้สังเกตตำแหน่งช่องกีตาร์ปกติจะฝังที่ช่อง (1),3,5,7,9,(10),12,14,17,19,21(ไม่แน่นอนตายตัวขึ้นกับผู้ผลิต) กีตาร์คลาสสิกจะไม่มีมุกประดับฝังบนหน้าฟิงเกอร์บอร์ดแต่จะฝังด้านข้างแทน แต่กีตาร์โฟล์คและกีตาร์ไฟฟ้าจะฝังไว้ทั้ง 2 ส่วน(บางรุ่นก็มีแต่ด้านข้าง) ทั้งนี้ขึ้นกับแต่ละผู้ผลิตจะออกแบบ โดยทั่วไปจะเป็นรูปวงกลม บาทีก็รูปข้าวหลามตัด หรือที่แพงหน่อยก็จะเป็นลายพวกไม้เลื้อย เลื้อยไปตามหน้าฟิงเกอร์บอร์ด
2.5
ก้านเหล็กปรับแต่งคอ (Truss Rod) ใน กีตาร์ที่อยู่ในระดับกลางขึ้นไปจะมีแท่งเหล็กฝังอยู่ตามความยาวคอกีตาร์ ด้วยเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับกีตาร์ป้องกันการโก่งตัวของคอกีตาร์ ซึ่ง สามารถปรับแต่งได้เมื่อคอกีตาร์เกิดโก่งงอไปแต่การปรับแต่งนั้นถ้าคุณไม่ แน่ใจอย่าเสี่ยงนะครับเพราะถ้าคุณฝืนมันมากไปอาจทำให้คอกีตาร์เสียหายก็ได้ ให้ผู้ที่เขาชำนาญทำดีกว่าครับ
3.
ส่วนลำตัวกีตาร์ ประกอบด้วย
3.1
ลำตัวกีตาร์ (body) หมายถึง 3 ส่วนได้แก่ ด้านหน้า(top) ควรทำมาจากไม้ อัลพาย สปรูซ (alpine spruce) ด้านหลัง (back) และด้านข้าง (side) ควรเป็นไม้โรสวูด(rosewood) และที่สำคัญคือลักษณะของไม้ต้องไม่มีรอยแตก ไม่มีตาไม้และมีลายไม้ที่ละเอียดไปตามความยาวจึงมีคุณภาพดี ส่วนที่เว้าของ body บางทีเราก็เรียกว่าเอว การยึดโครงไม้ด้านใน(internal bracing) มีความสำคัญมากอีกเช่นกันเพราะไม้ที่ทำ body กีตาร์นั้นบางแต่ต้องรับแรงดึงที่สูงมาก ถ้าโครงยึดดังกล่าวไม่ดีหมายถึงกีตาร์คุณก็จะพังในเร็ววันแน่นอน รูปแบบการยึดจะแตกต่างกันตามเคล็ดลับของแต่ละผู้ผลิตและกีตาร์แต่ละรุ่นแต่ละประเภท โดยทั่วไปลักษณะเป็นรูปพัด (ในรูปเป็นตัวอย่างโครงยึดด้านในของกีตาร์คลาสสิก)ไม่รวมถึงกีตาร์ไฟฟ้าซึ่งเป็นทรงตัน หรือ solid body
3.2
โพรงเสียง (sound hole) ก็คือรูกลม ๆ หรือบางทีก็ไม่กลม ที่อยู่บนด้านหน้าของ body นั่นเอง มีหน้าที่รับเสียงจากการสั่นของสายกีตาร์ทำให้เกิดเสียงก้องดังขึ้น ซึ่งอาจจะมีลายประดับต่าง ๆ อยู่รอบ ๆ โพรงเสียงเพื่อความสวยงามอีก สำหรับกีตาร์โฟล์ค หรือกีตาร์แจ๊สมักจะมีแผ่นพลาสติกติดอยู่ด้านขอบโพรงเสียงใต้สาย 1 เรียกว่า Pickgard เพื่อป้องกันการขูดขีดผิวกีตาร์จากการดีดด้วยปิ๊คหรือเล็บครับ จะพบกีต้าร์ไฟฟ้าด้วยเหมือนกันครับ ยิ่งเป็นฟลาเมนโกกีต้าจะมีติดทั้งด้านสาย 6 และด้านสาย 1 เลย เพราะลักษณะการเล่นกีตาร์ฟลาเมนโก้จะมีการดีดสบัดนิ้วมากจึงป้องกันทั้ง 2 ด้าน
3.3
ปิคการ์ด (pick guard) สำหรับกีตาร์คลาสสิกซึ่งมักไม่ใช่ปิคในการเล่นจึงไม่มีปิคการ์ด แต่กีตาร์โฟล์คมักใช้ปิคเล่นจึงมีปิคการ์ดไว้ป้องกันปิคขูดกับ body