ไม้กฤษณา ไม้หอมล้ำค่าของไทย

รูปภาพของ Lhin

กฤษณา ไม้หอมที่ล้ำค่าของไทย เป็นหนึ่งในสินค้าเศรษฐกิจของไทย ที่สร้างรายได้ในเกษตรกรเป็นอย่างดี

 

 

ชื่อพื้นเมือง กฤษณา(ภาคตะวันออก) กายูการู กายูกาฮู (มาเลเซีย ปัตตานี) ไม้หอม (ภาคตะวันออก ภาคใต้)

(บาลี) อครุ, ตคร

(จีน) ติ่มเฮียง (ไม้หอมที่จมน้ำ)
(อังกฤษ) Eagle Wood , Lignum Aloes , Agarwood, Aloe Wood, Calambac, Aglia, Akyaw.
ชื่อวิทยาศาสตร์ ในประเทศไทย มี 3 ชนิด คือ Aquilaria crassna Pierre, A.malaccensis Lamk. (ชื่อพฤกษศาสตร์พ้อง A. agallocha Roxb.) และชนิดใหม่ที่เพิ่งค้นพบ โดย Dr. Ding Hau คือ A. subintegra Ding Hau
ชื่อวงศ์ Thymelaeaceae

 

 

การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ


ไม้สกุล Aquilaria มีอยู่ประมาณ 15 ชนิด กระจายอยู่แถบเอเชียเขตร้อน ในประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงฟิลิปปินส์ และเอเชียใต้แถบประเทศอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา ภูฐาน เบงกอล รัฐอัสสัม รวมทั้งกระจายไปทางเอเชียเหนือจนถึงประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ส่วนการกระจายพันธุ์ของไม้กฤษณาในประเทศไทย คือบริเวณ

1. A. crassna พบในป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้งทางภาคเหนือ (เชียงราย แพร่ น่าน) ภาคกลาง (กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ โดยเฉพาะพบมากที่สุดที่บ้านห้วยตะหวัก อำเภอน้ำหนาว บริเวณเขาค้อ) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครนายก ปราจีนบุรี กบินทร์บุรี โดยเฉพาะพบมากที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บริเวณดงพญาไฟ)

2. A. malaccensis พบเฉพาะภาคใต้ที่มีความชุ่มชื้น (เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง กระบี่ ตรัง พัทลุง ยะลา โดยเฉพาะที่เขาช่อง จังหวัดตรัง) มักพบกฤษณาต้นใหญ่ที่สุดถูกโค่นเหลือแต่ตอทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก

 

3. A. subintegra พบเฉพาะทางภาคตะวันออก (ระยอง จันทบุรี ตราด โดยเฉพาะที่เขาสอยดาว)

กฤษณาชอบขึ้นในที่ชุ่มชื้น จึงมักพบตามป่าดงดิบทั้งชื้นและแล้ง หรือที่ราบใกล้กับแม่น้ำ ลำธาร สามารถขึ้นได้สูงถึง 1,100 เมตร หรือมากกว่าจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เช่น พบที่ยอดเขาเขียวบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยทั่วไปมักพบกฤษณาปนกับพรรณไม้อื่น เช่น ยาง ยมหอม ยมหิน หว้า ก่อเดือย และก่อชนิดอื่น ๆ สีเสียดเทศ กระโดงแดง และอื่น ๆ ที่บริเวณป่าเขาช่อง จังหวัดตรัง น่าจะเป็นถิ่นที่ดีของกฤษณา พบกฤษณามีเส้นขนาดผ่าศูนย์กลางมากกว่า 100 เซนติเมตร ซึ่งต่างกับที่พบบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางจะเล็กกว่า 50 เซนติเมตร (สมคิด, 2525)

 

 

ลักษณะทั่วไป


กฤษณาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ มีความสูงตั้งแต่ 18-21 เมตรขึ้นไป วัดโดยรอบลำต้นยาวประมาณ 1.5-1.8 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทรงเจดีย์ต่ำ ๆ หรือรูปกรวย ลำต้นเปลาตรง มักมีพูพอนที่โคนต้นเมื่อมีอายุมาก เปลือกนอกเรียบ สีเทาอมขาว เปลือกหนาประมาณ 5-10 มิลลิเมตร มีรูระบายอากาศสีน้ำตาลอ่อนทั่วไป เปลือกนอกจะปริ เป็นร่องเล็ก ๆ เมื่อมีอายุมาก ๆ ส่วนเปลือกชั้นในมีสีขาวอมเหลือง

ใบ เป็นชนิดใบเดี่ยว รูปมน รูปไข่กลับหรือรูปยาวขอบขนานออกเรียงสลับกัน เนื้อใบเป็นมัน ปลายใบเรียวแหลม ใบกว้าง 2.5-3.5 เซนติเมตร ยาว 7-9 เซนติเมตร ใบแก่เกลี้ยงเป็นมัน แต่ใบอ่อนสั้นและคล้ายไหม

ดอก สีขาว ไม่มีกลีบดอก ออกเป็นช่อเล็ก ๆ มีกลิ่นหอม เป็นดอกสมบูรณ์เพศ เกิดที่ง่ามใบหรือยอด เป็นแบบ Axillary หรือ Terminal umbles ก้านดอกสั้น มีขนนุ่มอยู่ทั่วไป ตามง่ามใบและดอก ออกดอกในช่วงฤดูร้อน และกลายเป็นผลแก่ในประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน

 

ลักษณะของเนื้อไม้กฤษณา

มีทั้งเนื้อไม้ปกติ และเนื้อไม้หอมที่มีน้ำมันกฤษณา ซึ่งคนไทยรู้จักจำแนกความแตกต่างมาแต่โบราณแล้ว ดังกล่าวถึงในมหาชาติ คำหลวงสมัยอยุธยาตอนต้น พ.ศ.2025 ว่ามีทั้งกฤษณาขาว (เสตครู) และกฤษณาดำ (ตระคัร) ซึ่งมีเนื้อไม้หอม

เนื้อไม้กฤษณา ปกติจะมีสีขาวนวลเมื่อตัดใหม่ ๆ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน เสี้ยนจะตรง เนื้อหยาบปานกลาง เลื่อยผ่าได้ง่าย ขัดชักเงาไม่ได้ดี ไม่ค่อยทนทาน อยู่ในน้ำ จะทนทานพอประมาณ เมื่อแปรรูปเสร็จแล้ว ควรรีบกองผึ่งให้แห้งโดยเร็ว ในการผึ่งจะมีการปริแตกได้ง่าย และมักจะถูกเห็ดราย้อมสีเกาะ ทำให้ไม้เสียสี (กรมป่าไม้, 2486)

ส่วนเนื้อไม้หอมที่มีน้ำมันกฤษณา จะมีสีดำ หนัก และจมน้ำ คุณภาพของเนื้อไม้ ขึ้นอยู่กับการสะสมของน้ำมันกฤษณาภายในเซลล์ต่าง ๆ ของเนื้อไม้ องค์ประกอบทางด้านเคมี ของน้ำมันหอมระเหยจากกฤษณา ประกอบด้วยสารที่เป็นยางเหนียว [Resin] อยู่มาก สารที่ทำให้เกิดกลิ่นหอม คือ Sesquiterpene alcohol มีหลายชนิด คือ Dihydroagarofuran, b .Agarofuran, a -Agarofuran, Agarospirol และ Agarol (มีชัย, 2532)

 

 

ผลจากการค้นคว้าศึกษาไม้กฤษณาเป็นระยะเวลา 20 ปี
การเจริญเติบโตขึ้นอยู่กับสายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์จะเจริญเติบโตไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกสายพันธุ์

1. ระยะการเริ่มปลูกปีที่ 1-4 เจริญเติบโตได้ไม่เท่ากัน เกิดผลเสีย ดังนี้

2. โคนต้น ล้มตายหลังการปลูก 1-20 ปี น้ำขัง ลมพัด แคะแกน ไฟไหม้ ขาดธาตุอาหาร ขาดน้ำ ใบเหลือง ตาย ร่วง รากลอย

3. กิ่งก้าน หักแตก งอไม่ถูกลักษณะ การที่จะทำให้กฤษณามีลักษณะถูกต้องมีการสร้างสารน้ำมันนั้น ต้นต้องโตไม่เอียงไปเอียงมา ให้มีแนวตรงจากโคนต้น 2.50-3 เมตร ในการซื้อขายยกแปลงและทำสารจะทำยากในการตีราคาและเสียหายไม่คุ้มทุน การเจริญเติบโตจะได้ขนาดไม่สม่ำเสมอเกิดความเสียหายไม่ประสบความสำเร็จ

การปลูกป่าไม้หอมต้องศึกษาจริง และเจ้าของต้องรู้จริงพอสมควร รักป่า รักธรรมชาติ การเจริญเติบโตจากสายพันธุ์กฤษณา (ไม้หอม) ในแต่ละพื้นที่ โซน, ภาค, อากาศ จะไม่เหมือนกันทุก ๆ สภาพ อากาศ ดิน ธาตุต่าง ๆ ถ้าเกษตรกรผู้ที่สนใจจะปลูกไม่ได้ศึกษาและรอบรู้จริง ไม่สมควรปลูกเป็นอุตสาหกรรมมาก ๆ ถ้าไม่พร้อมให้ทดลองปลูก 1-3 ไร่ ถ้าขาดแคลนการสนับสนุน การให้ข้อมูลจากผู้รู้จริง

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจถึงการลงทุนปลูกพืชไม้ยืนต้น ไม่ว่าจะปลูกเชิงการค้า ปลูกเชิงดูเล่น ไม้หอม ลักษณะคล้าย ๆ กับไม้สัก ยูคา สน ยางนา ต้นยาง ยมหอม ชนิดอื่นเกือบทุกกรณี กรณีที่ท่านปลูกเชิงการค้า ท่านต้องศึกษาถึงตลาดที่จะรองรับให้แน่นอน มีหลักประกันความเสี่ยงให้ท่านหรือไม่ ให้ผลผลิตที่แน่นอนแค่ไหนในอนาคต ถ้ากฤษณาที่ท่านปลูกมีสารน้ำมันก็จะเป็นไม้ที่มีมูลค่ามหาศาล แต่ถ้าไม่มีสารน้ำมันก็จะไม่มีมูลค่าอะไรเลย ไม่แตกต่างอะไรกับไม้ที่ท่านเลี้ยงไว้ดูเล่น

ปัจจุบันกฤษณา (ไม้หอม) ได้มีการรับซื้อไม้ที่โตและปลูกในสายพันธุ์

รุ่นแรกปี 30 ถึง 38 ได้สารแล้วในประเทศไทย เป็นบริษัทแรกจากการทำให้เกิดสารโดยใช้เทคนิค

รุ่น 2 ปี 38 ถึง ปี 46 และมีการเก็บผลผลิตทุกภาคและทุกปีในประเทศไทย

 

ตำนานไม้กฤษณา

เมืองไทยทุกวันนี้เข้าสู่ยุคธุรกิจ จึงมากด้วยธุรกรรม แม้แต่เรื่องต้นหมากรากไม้ ก็กลายเป็นสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกผลไม้ ถึงขนาดปรับเปลี่ยน ให้ออก ดอกออกผลนอกฤดูกาลได้ ในขณะเดียวกันไม้มากมีตำนานอย่างกฤษณา และเป็นไม้เก่าแก่ของไทย กำลังจะถูกลืมเลือน นับวันราคาจะแพงขึ้น

 

จุดน่าสนใจของไม้กฤษณาที่คล้ายปาฏิหาริย์ อยู่ตรงเป็นไม้เนื้อหอมจำเริญใจ ปรากฏว่าเกิดการค้นพบจุดเด่นข้อนี้ในทางวิทยาศาสตร์เข้าจนได้ จึงหมด ความลึกลับดำมืดไป ก็ตรงที่กลิ่นหอมระเหยของเนื้อไม้ มิได้เป็นเรื่อง อิทธิ ฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หากทว่าเกิดจากการทำเนื้อไม้ให้เกิดบาดแผล จะทำให้ไม้ ชนิดนี้ผลิตสิ่งชดเชยขึ้น เพื่อเลี้ยงส่วนที่มีแผลนั้น มิได้เกิดจากเชื้อรา บางชนิดดังที่เคยเข้าใจกัน

 

ถ้าเป็นกลิ่นหอมจากเชื้อรา คงเกิดอันตรายต่อผู้สัมผัส ทั้งด้วยมือและลมหายใจ ความลับเรื่องนี้ คุณดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ ได้เปิดเผยขึ้นในหนังสือ "กฤษณา" ที่เขียนขึ้น โดยอ้างคนค้นคิด ประกอบด้วย ดร.สมคิด สิริพัฒนดิลก ดร.สุวิทย์ แสงทองพราว และ นายอนิวรรต เฉลิมพงษ์ สองคนแรกเป็นอาจารย์ ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน คนหลังทำงานอยู่กรมป่าไม้

 

จนทุกวันนี้ การสร้างสารกฤษณาในเนื้อไม้กฤษณา เพื่อบังคับให้ผลิตสารกลิ่น หอมออกมากๆ เมื่อนักวิชาการค้นคว้าได้ ฝ่ายเอกชนถึงกับใช้วิธีนี้ ทำธุรกรรม เพื่อค้าขายตามมา แต่ก็ถือเป็นการค้นพบในวิถีทางธรรมชาติ มิได้สร้าง กลิ่นหอมจากนอกเนื้อไม้แล้วใส่เข้าไป เมื่อมีสารหอมระเหย เกิดขึ้นบริเวณ บาดแผล ไม้กฤษณาที่สีขาวนวลบริเวณนั้นจะกลายเป็นสีดำ มีน้ำหนักมากขึ้น และจมน้ำ ส่วนที่ส่งกลิ่นหอมคือน้ำมัน ลักษณะเป็นยางเหนียว

ตำนานไม้กฤษณา ได้พบในหนังสือของนักหนังสือพิมพ์เก่า ที่ไปเอาดีทางการเมืองรายหนึ่ง เขาเขียนเรื่อง "กฤษณาไม้หอม ไม้มหาเศรษฐี" พบเรื่องราวของตำนานเก่าแก่มากมาย เขาคือ คุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ น่าเสียดายถ้ายังเขียนหนังสือ คงได้เรื่องราวของต้นไม้ดีๆ อีกหลายเล่ม

 

ตำนานเรื่องแรกที่เข้าหลักอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่พอจะคิดออกได้ว่า เป็นกลวิธียกย่องบูชาพระพุทธองค์ ที่มีพระธรรมคำสอนอันยอดเยี่ยม ต่อชาวพุทธก็ได้ เป็นเรื่องที่ว่า นอกจากพระพุทธองค์เมื่อประสูติจาก พระครรโภทร ของพระนาง สิริมหามายา นอกจากเดินได้ 7 ก้าวแล้ว ยังทรงถือดอกบัวในพระหัตถ์ข้างหนึ่ง และทรงถือไม้กฤษณาในพระหัตถ์อีก ข้างหนึ่ง เป็นที่น่ามหัศจรรย์

 

ชาวพุทธในทุกวันนี้จึงถือกันว่า ดอกบัวเป็นดอกไม้มหามงคล นิยมใช้บูชาพระ หรือถวายพระ ส่วนไม้กฤษณาก็ใช้ไปในทางป้องกันภูติผีปีศาจ มีบ้างที่นำ เข้าปลูกในบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล กฤษณาเป็นไม้ที่อยู่ในกลุ่มพฤกษ์ ที่เรียกกันว่า "จตุชาติสุคนธ์" อันประกอบด้วย กฤษณา กะลำพัก จันทน์ และดอกไม้หลายชนิด ในเรื่องที่ว่าถึงครั้งเฉลิมพระนามเจ้าชายสิทธัตถะ ก็เคยใช้ไม้หอมทั้ง 4 นี้ อบร่ำหอมกรุ่นไปทั้งโรงพิธี

 

กฤษณาในยุคโบราณว่ากันว่า พระเจ้าอู่ทองปฐมกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ทรงหวงไม้กฤษณานัก ถึงกับทรงตรากฎหมายห้ามลักขโมย หรือทำลาย เสียในป่า ทรงกำหนดโทษไว้สูงต่อผู้ละเมิด

 

กฤษณากับพระพุทธศาสนาพอจะมีอีก แต่ขอเว้นพื้นที่กระดาษเขียนใน ด้านอื่นบ้าง ในเชิงประวัติของจีนบ้าง ท่านฟาเหียนภิกขุ เคยเดินทางไปแสวงหาพระไตรปิฎกคัมภีร์ ในชมพูทวีป และเมืองสิงหล ประมาณ พ.ศ. 942-957 ได้บันทึกข้อความตอนหนึ่ง พาดพิงถึงพิธีฌาปนกิจ ศพพระอรหันต์รูปหนึ่ง ได้ดำเนินไปตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด มีการวาง ไม้หอมบนกองฟืนใหญ่ มีไม้จันทน์ ไม้กฤษณา และไม้หอมอื่นๆ เมื่อไม้เหล่านี้ ถูกเผาไหม้ จะส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ น่าจะมีจุดประสงค์อยู่ว่า พระอรหันต์ตายแล้วยังมากด้วยกลิ่นหอม

พระเจ้าแผ่นดินไทยหลายยุคหลายสมัย ทรงใช้ไม้กฤษณาเป็นเครื่อง ราชบรรณาการกษัตริย์ต่างแผ่นดิน เช่น ถวายแก่พระเจ้ากรุงจีน สมัยพระเจ้าอู่ทองราวปี 1930 สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ปี 2101 เมืองไทยยุคนั้นยังค้าไม้กฤกษณากับประเทศญี่ปุ่น ส่วนชาวฮอลันดา ถึงกับผูกขาดซื้อไม้กฤษณาของไทย ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และยังมีว่า พระเจ้ากรุงสยามปี 2222 ทรงผูกขาดการค้าไม้กับบริษัทอินเดียตะวันออก

จังหวัดที่เคยเป็นแหล่งผลิตไม้กฤษณาของไทยครั้งกรุงศรีอยุธยาคือ นครนายก ในตำบลบ้านนา เป็นพันธุ์ไม้กฤษณาจากกัมพูชา ส่วนในหลายประเทศ ที่นับถือศาสนาอิสลาม ก็เคยสั่งซื้อไม้กฤษณาจากไทย เพื่อนำไปใช้ใน พิธีทางศาสนาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน

 

ประวัติและตำนานไม้กฤษณามีมาก ในทางกวีของไทยก็เคยมีผลงาน เกี่ยวกับไม้กฤษณาอยู่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงรื้อเอาโคลงโลกนิติมาแต่งใหม่ จารึกไว้ในเสาศิลาวัดพระเชตุพนวิมล มังคลราม ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีที่พูดถึงอยู่ 2 บท มีความไพเราะคมคาย ยกย่องว่านักปราชญ์นั้น เหมือนไม้กฤษณา ที่ส่งกลิ่นหอมและมักหาได้ยาก เรื่องนี้ไม่ใช่การสาปแช่งไม้กฤษณา แต่ประการใด ที่ในทุกวันนี้คนไทยปลูกกฤษณากันน้อยลง จึงมีราคาแพงมาก

 

กฤษณาเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ กำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย มีอยู่ 15 ชนิดพันธุ์ ทางเอเชียอาคเนย์มีอยู่ที่ ฟิลิปปินส์ ส่วนเอเชียตอนใต้ มีในอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา ภูฏาน เบงกอล อัสสัม และเอเชียภาคเหนือก็มีในจีน

 

ไม้กฤษณามีชื่อเรียกกันไปตามท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น ไม้หอม ปอห้า ปอเค้า ไม้พวงมะพร้าว (ใต้และตะวันออก) ส่วนแถบชายแดนภาคใต้ เรียกเป็นภาษา ยาวี เช่น กายูการู กายูดือปู ภาษาบาลีเรียก อครุ หรือ ตคร ภาษาจีนเรียก ติ่มเฮียง แปลว่าไม้หอมจมน้ำ และภาษาอังกฤษมีหลายชื่อ เช่น อิเกิ้ลวู๊ด อะการ์วู๊ด และคาล์ลัมบัก อาทิ

กฤษณาเป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่ใช้ในงานก่อสร้าง ราคาต้นไม้จึงไม่มี มีใบเป็น แบบใบเดี่ยว เป็นรูปไข่ เกลี้ยงเป็นมัน ใบอ่อนขึ้นขนเหมือนใยไหม กว้าง 2.5-3.5 เซนติเมตร ยาว 7-9 เซนติเมตร เปลือกใบหนา เหนียว และลอกออก เป็นแผ่นได้

 

ดอกมีความสมบูรณ์ทางเพศ เกิดตามง่ามใบหรือปลายยอด มีสีขาวนวล ไม่มีกลีบดอก แต่มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ อยู่ตรงโคนกลีบ ส่วนด้านปลายแยกเป็น 5 แฉก มีขนใยไหมสั้นๆ ส่วนผลคล้ายรูปไข่หัวกลับ ตั้งอยู่บนฐานกลีบที่รองรับ ไม่หลุดร่วง ยาว 2.5 เซนติเมตร กว้าง 1.5-2 เซนติเมตร ตอนแก่ผลแตกเป็น 2 ซีก อายุเพียง 1-2 สัปดาห์ เพาะช่วงนี้ก็ขึ้นงอกงาม ถ้าพ้นจากนี้งอกได้ยาก

 

ชอบอากาศชื้น มักมีตามป่าดงดิบที่ทั้งชื้นและแห้งแล้ง ถ้าอยู่ริมแม่น้ำ ลำธาร ที่เป็นที่ราบ จะขึ้นได้สูงมากอาจถึง 1,000 เมตร ที่บริเวณเขาใหญ่เคยพบ ที่จังหวัดตรังก็มี มีลำต้นโตกว่าที่เขาใหญ่ การขยายพันธุ์ใช้วิธีตอน พองอกราก ก็นำไปปลูก แต่เสียเวลาอยู่บ้าง มักนิยมปลูกด้วยเมล็ดที่ร่วงใหม่ๆ และต้องปลูกทันที เมื่องอกแล้วก็นำลงถุงดินผสม ระวังเรื่องแดด ต้นอ่อน มักไม่สู้แดด จึงควรเลี้ยงไว้ในที่ร่ม ส่วนกล้ากฤษณา พอเพาะครบ 1 เดือน ก็ขายได้ ควรปลูกต้นฤดูฝน

 

กฤษณาอายุปีครึ่ง พอจะกระตุ้นสารหอมระเหยได้ หรือขนาดลำต้นมีเส้นผ่า ศูนย์กลาง 3 เซนติเมตร แต่ถ้าจะทำแผลกระตุ้นสารระเหยหอมได้ผลดี และสะดวก ควรทำในวัย 4-5 ปี ขึ้นไป หลังจากทำแผลกระตุ้นสาร จะเกิดอาการโทรมตรงส่วนบนของแผล เป็นเพราะทางเดินของน้ำ และอาหารขัดข้อง ไม่สามารถส่งไปเลี้ยงส่วนบน พอได้แผลส่วนนั้นก็จะบวม กลายเป็นสีดำ หลังจากมีแผลตรงส่วนบนจะมีกิ่งขึ้นมาก

 

การทำบาดแผลสร้างสารระเหย ทำได้ทั้งที่ลำต้น กิ่ง และก้าน ทำที่ลำต้น จะช่วยให้ลำต้นยังสมบูรณ์ได้ เพราะมีขนาดโต แต่ถ้าทำที่กิ่งหรือก้าน ก็จะมีปริมาณแผลเยอะ ได้สารระเหยเยอะ แต่ถ้าทำมากกิ่งก้านอาจตายได้

การทำน้ำมันกฤษณา มีการต้มกลั่นแบบเก่า กับแบบใหม่ แบบเก่าเป็นแบบง่ายๆ ไปเอาไม้ส่วนเนื้อในป่ามาใส่ครกตำรวมกันมากๆ ตำจนป่นแล้วหมัก 15-30 วัน จึงเอาลงหม้อต้มกลั่นแบบต้มน้ำธรรมดา หม้อหนึ่งควรต้ม 15 วัน เมื่อถึงเวลา น้ำมันจะลอยบนผิวน้ำ ใช้ช้อนตักใส่ภาชนะได้เลย แต่เป็นวิธีที่มีคุณภาพต่ำ

ส่วนการต้มกลั่นสมัยใหม่ ต้องผ่านการคัดเลือกพันธุ์จากป่าหรือโซนที่มีพันธุ์ ถ้าเป็นพันธุ์ปลูกก็เลือกง่ายได้พันธุ์ดีที่ต้องการ เมื่อเลือกพันธุ์แล้ว ก็แยก ระดับคุณภาพที่ต่างกัน ต่างคุณภาพต้องแยกหม้อต้ม ต้มแล้วนำออก ผึ่งแดด จนแห้งราว 2-3 แดด ก่อนผึ่งแดดควรชั่งน้ำหนัก พอตากหรืออบแห้งก็ชั่งอีกที จะได้น้ำหนักแตกต่างกัน หลังผึ่งแดดจะมีน้ำหนักน้อยลงจากนั้นจึงนำเข้าเครื่องบด พอบดเป็นผงแล้วชั่งน้ำหนักอีก ก็จะเบาลงอีก

 

เมื่อบดแล้วนำไปหมักน้ำสะอาด 2 วัน แล้วนำเข้าเครื่องต้มกลั่นสมัยใหม่ ใช้เวลา 5 ชั่วโมง จะได้น้ำมันหอมคุณภาพดี ถ้าไม้กฤษณา 15 กิโลกรัม กลั่นแล้วจะได้น้ำมัน 12 กรัม หรือ 2 โตร่า (หน่วยวัดน้ำมันกฤษณาใหม่) น้ำมันหอม 1 โตร่า ราคาในประเทศเป็นเงิน 3,500-4,000 บาท ถ้าขาย ต่างประเทศให้คูณด้วย 3

 

สมัยโบราณของไทย เจ้าขุนมูลนายผูกขาดการขาย ถือเป็นสินค้าหลวง ข้อห้ามเก่านี้ถูกยกเลิกในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดให้ค้าขายโดยเสรี เพื่อให้ต่างชาติหาซื้อไปขายต่อได้สะดวก ทุกวันนี้ความต้องการกฤษณามากตามพลโลก แต่ทว่าพอพวกพ่อค้าเพิ่มจำนวน ไม้กฤษณาเริ่มหมดป่า จนรัฐบาลต้องประกาศสงวนพันธุ์ เมืองไทยยังต้องสั่งซื้อจากเขมร พม่า และลาว เพื่อส่งขายทั่วโลก

 

กฤษณาใช้เป็นยาสมุนไพรแก้โรคนานาชนิด ใช้ผสมกับสมุนไพรอื่นๆ ทั้งกินและทา แก้พิษลมทรวงอก แก้ไข้ แก้สลบ แก้หืด ริดสีดวง ฝีในท้อง เจริญอาหาร และอายุ ตำรายาไทยระบุว่า ใช้บำรุงโลหิตเลี้ยงหัวใจ บำรุงหัวใจ บำรุงปอดตับ แก้ลมหน้ามืด ลมซาง แก้อาเจียน ท้องร่วง ปวดข้อ ส่วนตำราจีน ชนิดขมเผ็ดถือเป็นยาชั้นดี ใช้ได้เหมือนของไทย หมอสมุนไพรจีนใช้ทำยา "จับเซี่ยอี่" แก้โรคกระเพาะชะงัดนัก

 

เศรษฐกิจของไม้กฤษณา

การบริโภคกฤษณามีในรูปแบบซื้อเป็นเนื้อไม้กฤษณาที่มีสารลง ยิ่งดำยิ่งมีน้ำมัน ยิ่งเป็นชิ้นเดียวใหญ่ก็ยิ่งแพง ชิ้นใหญ่ ๆ แพง ๆ นั้น เศรษฐีจะซื้อไปใช้ประดับในวังของชี้คต่าง ๆ ในประเทศเจ้าของบ่อน้ำมัน แต่ไม้กฤษณาชิ้นเล็กจะใช้ซอยละเอียดและเผาให้มีกลิ่นหอมในวังเวลารับแขกสำคัญ ส่วนชิ้นไม้ที่มีน้ำมันกฤษณาน้อยจะขายเข้าโรงกลั่น หรือสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยออกมา ราคาซื้อขายลิตรละหลายแสนบาทจนเกินล้านบาท

 

น้ำมันหอมระเหยจากกฤษณาจะถูกขายต่อไปถึงผู้ทำน้ำหอม จะใช้เพียงเล็กน้อยก็ปรุงแต่งน้ำหอมธรรมดาให้ดีขึ้น ชี้คที่มีเงินมากจะจดทะเบียนกับผู้ทำน้ำหอมให้ปรุงน้ำหอมเฉพาะสูตรของตน ไม่ขายให้คนอื่น ชี้คในอาหรับต่าง ๆ มีนับหมื่น จึงเป็นตลาดใหญ่ นอกจากนี้กฤษณายังใช้ปรุงแต่งน้ำหอมต่าง ๆ ขายกันทั่วโลก ถ้าผู้หญิงพร้อมใจกันเลิกใช้น้ำหอม จึงจะทำให้กฤษณาขายได้น้อยลง

 

ในทะเลทรายนั้นมีไรศัตรูมนุษย์ อาศัยเกาะตามขนละเอียดผิวตัวคนอาหรับเป็นตัวนำเชื้อโรคพวกมัยโคพลาสมาได้ ไรเหล่านี้ไม่แพ้น้ำมันหอมระเหยอื่น ๆ แต่แพ้สารจากกลิ่นน้ำหอมกฤษณา ดังนั้นตลาดนี้จึงมั่นคงไปยาวนาน ถ้าเมื่อใดคนเลิกใช้น้ำมัน ถ้าอาหรับขายน้ำมันไม่ได้ เมื่อนั้นก็จะมีคนซื้อกฤษณาได้น้อยลง

 

ประเทศที่วิจัยพบกลไกการเกิดสาร ลงสาร กฤษณาในเนื้อไม้มีอยู่ 2 ประเทศ คือ ไทยและอินเดีย แต่อินเดียเหลือพื้นที่ซึ่งจะนำปลูกต้นกฤษณาได้น้อยลง อินโดนีเซียเมื่อเผาป่าปลูกปาล์มก็ทำลายกฤษณาธรรมชาติไปมาก ในไทยพบกฤษณา 3 พันธุ์ และมีนักวิจัยได้ปรับปรุงพันธุกรรมเพิ่มอีก 1 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ระพี จากการเพาะเนื้อเยื่อ ภาคเหนือและภาคอีสานเป็นพันธุ์เขาใหญ่ (รวมถึงในลาว) และภาคตะวันออกมีพันธุ์คละกันไป (รวมถึงกัมพูชา) ต้นพันธุ์จะได้จากเมล็ดที่แก่เดือนมิถุนายน ปัญหาคือต้องปลูกนานถึง 4 ปีขึ้นไป จากการได้ศึกษาวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ได้สำรวจแล้วทั้งในประเทศ ต่างประเทศ เกษตรกร ประชาชนผู้ปลูกกฤษณาแบบผิดถึง 95% หลังจากได้มีการอบรมสัมมนากว่า 130 ครั้ง เกษตรกร ประชาชนเริ่มเข้าใจและเปลี่ยนแปลงปลูกถูกวิธี จึงจะเริ่มได้ผลผลิต และการทำให้เกิดผลผลิตก็มีหลากหลายในกรรมวิธีไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับหลักวิทยาศาสตร์สากลและเทคโนโลยีหรือภูมิปัญญาชาวบ้านดั้งเดิม แต่ผลผลิตที่ได้นั้นจะมีคุณภาพที่แตกต่างกัน จากการวิจัยสามารถที่จะพิสูจน์มาตรฐานของผลผลิตได้ ถ้าผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐานก็จะขายได้ระยะยาว ราคาดี ถ้าผลผลิตไม่มีคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน ตลาดก็ไม่รับสินค้า การขายก็ลดลงทันที

 

เอควิลาเรียไม้กฤษณาไม้มหัศจรรย์ของโลก สมุนไพรไม้มหาเศรษฐีแพงที่สุดในโลก

เอควิลาเรีย หรือไม้กฤษณา เป็นหนึ่งในพันธุ์พืชที่เป็นที่สนใจ ได้รับการสั่งจองจากเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก

เอควิลาเรีย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการซื้อขายกันในธุรกิจผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้นระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศที่มีปัญหาเรื่องนี้และมีความพยายามที่จะส่งเสริมการค้าด้านพันธุศาสตร์ของเอควิลาเรีย อย่างไรก็ตามยังมีความหลากหลายทางพันธุศาสตร์ของ เอควิลาเรียทั่วโลก ซึ่งหลาย ๆ ประเทศยังไม่เคยประสบความสำเร็จในการทำน้ำมันไม้ที่มีค่าเหล่านี้ได้เลย และประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลก

โดย นายพีระพันธุ์ วิจิตรพันธุ์ ได้ค้นคว้าในทรัพยากรอันมีค่าทางพันธุศาสตร์นี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้มากกว่า 20 ปี ทรัพยากรอันมีค่าเหล่านี้ประกอบไปด้วย วิธีการกระตุ้นให้เกิดน้ำมันจากไม้เอควิลาเรียหรือกฤษณา นำมาผลิตแปรรูปส่งออกตลาดต่างประเทศ

 

การค้นพบทางด้านพันธุศาสตร์ใหม่นี้ ชื่อว่า เอควิลาเรีย พันธุ์ระพีไทย ซึ่งต้นไม้ที่ปลูกเอาน้ำมันเหล่านี้ เราสามารถที่จะทำบาดแผลให้เกิดน้ำมันกฤษณา ตั้งแต่ต้นยังมีอายุน้อยอยู่ ลำต้นนี้จะตรงแข็งแรง และเจริญเติบโตได้ในทุกสภาพดิน เอควิลาเรีย พันธุ์ระพีไทย คิดค้นจากการรวมตัวกัน จากพันธุ์เอควิลาเรียคลาสน่า และเอควิลาเรียสับอินทิกร้า ซึ่งเป็นพันธุ์ที่แข็งแรงและมีความจุของเนื้อน้ำมันมาก การค้นพบครั้งนี้จะเป็นผลกำไรอย่างมหาศาลสำหรับทุกคนที่สนใจในเอควิลาเรีย และส่วนประกอบของผลผลิตที่จะได้รับระยะยาว ซึ่งผลจากการค้นพบนี้คือวิธีการกระตุ้นให้เกิดน้ำมันจากการเจาะลงไปในเนื้อไม้ โดยปกติน้ำมันจะเกิดจากการทำให้เกิดแผลโดยแมลงบนพื้นผิวของพันธุ์ไม้หอมที่มีอายุมากแล้วในป่าลึก แต่จากการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เราสามารถที่จะใช้เทคนิควิทยาศาสตร์ทำให้เกิดน้ำมัน จากเอควิลาเรีย พันธุ์ระพีไทย ตั้งแต่ต้นไม้อายุยังน้อย และการค้นพบการทำให้กฤษณาทั้งสองแบบอย่างนี้ ได้รับการจดสิทธิบัตรพันธุ์ระพีไทย เทคนิคการกระตุ้นสารในประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว

 

โดยเริ่มศึกษาค้นคว้าในโรงงานการผลิตเขมร ปี 2526 – 2529 รวม 3 ปี เข้า ๆ ออก ๆ ปี 2530 – 2533 ดูศึกษาค้นคว้าวิจัยภายใน วัตถุดิบไม้ป่าแปรรูปขบวนการผลิตตลาดต่างประเทศ ตะวันออกกลางพบผู้ใช้ระหว่างการศึกษา การผลิตทดลองสกัดพืชน้ำมันจาก 3 – 4 สายพันธุ์ ส่งตัวอย่างให้ลูกค้าทดลองใช้ 10 กว่าประเทศ ได้แก่ ดูไบ โอมาน อิหร่าน ซาอุฯ อินเดีย อียิปต์ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส วิจัยผู้บริโภคจึงทราบผลความต้องการของตลาด นำการผลิตปี 2534 – 2536 ทำการปลูกไม้หอมการเพาะแต่ละสายพันธุ์ 3 สายพันธุ์ เริ่มปลูกแปลงทดลองที่ตราด จันทบุรี ระยอง ปี 2530 – 2538 เริ่มนำพันธุ์แต่ละสายพันธุ์นำมาปลูกทั่วภาค

 

ภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.ลำปาง จ.ลำพูน จ.แม่ฮ่องสอน จ.เชียงราย จ.แพร่ จ.น่าน จ.อุตรดิตถ์ จ.พิษณุโลก (รวมการปลูกทั้งหมด 168 ไร่)

ภาคกลาง ได้แก่ จ.ปราจีนบุรี จ.กาญจนบุรี จ.ลพบุรี จ.เพชรบูรณ์ จ.นครนายก จ.นครสวรรค์ จ.สุพรรณบุรี จ.ระยอง จ.จันทบุรี จ.ตราด (รวมการปลูกทั้งหมด 160 ไร่)

ภาคอีสาน ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.ขอนแก่น จ.ชัยภูมิ จ.มุกดาหาร จ.สุรินทร์ จ.อุบลราชธานี จ.อุดรธานี จ.หนองคาย จ.บุรีรัมย์ จ.มหาสารคาม จ.ศรีษะเกษ (รวมการปลูกทั้งหมด 160 ไร่)

ภาคใต้ ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี จ.สงขลา จ.ตรัง จ.ยะลา จ.สตูล จ.ปัตตานี จ.ภูเก็ต (รวมการปลูกทั้งหมด 221 ไร่)

 

การผลิตต้นกล้าไม้กฤษณาให้ได้คุณภาพดี

การผลิตโดยเนื้อเยื่อใช้เทคนิคและประสบการณ์ผู้ค้นคิดปรับปรุงพันธุศาสตร์เอง ชื่อสายพันธุ์ พันธุ์ระพี ได้จดสิทธิบัตรควบคุมสายพันธุ์และเทคนิคการสร้างบาดแผลกระตุ้นน้ำมัน ทั้งในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว เป็นรายแรกของโลกโดยฝีมือนักวิจัยไทย

การแปรรูปมีโรงงานผลิตอยู่ในปัจจุบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ในประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก

ต่างประเทศ ได้แก่ ลาว เขมร มาเลเซีย

ผู้ริเริ่มสร้างสเป็คน้ำมันหอมระเหยจากพืชไม้กฤษณา (ไม้หอม) เพื่อให้ได้มาตรฐานในประเทศไทยและมาตรฐานโลก

ตัวเลขการปลูกในประเทศและต่างประเทศมีผลเสียหายจากภัยธรรมชาติ โดยประมาณ 20 – 30% ตัวเลขจากการปลูกจะคลาดเคลื่อนบ้างเล็กน้อย

การวิจัยผู้ค้นคิด รักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ในแผ่นดินให้ลูกหลานพัฒนาแปรรูปส่งออก นำเงินตราเข้าประเทศคนจน ๆ มีโอกาสลืมตาอ้าปากปลดหนี้ได้ ผลงานวิจัยทั้งหมดสามารถพิสูจน์ตรวจสอบได้

 

การเพาะปลูก

สำหรับไม้กฤษณาสามารถขึ้นได้ทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าจะให้ดีควรมีการจัดสรรที่ที่เหมาะสม สภาพดินต้องมีความชุ่มชื้น ไม่ควรเป็นดินทรายจัด ดินลูกรัง หินดาน หรือที่แห้งแล้งจนเกินไป ฝนตกไม่ต่ำกว่า 5 เดือนและต้องตัดแต่งกิ่งให้ดีด้วย จะต้องมีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 3.3 ตารางเมตร เมื่อปลูกได้แล้ว หลังจาก 5 ปี ควรจะวัดเส้นรอบวงได้ประมาณ 50 เซนติเมตร โดยวัดสูงจากพื้นดิน 1 เมตร

 

การขยายพันธุ์
ชาวบ้านทั่วไปมักจะใช้การเพาะเมล็ด เมล็ดของกฤษณามาจากดอกที่จะออกดอกช่วงผลัดใบ ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน หรือช่วงหลังปีใหม่ ถ้าฝนแล้งก็จะมีดอกช่วงเดือนมีนาคม โดยจะมีดอก 2 ชุดคือ ชุดเล็กและชุดใหญ่ (บางครั้งจะมี 1 ชุด) ผลจะแก่ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ก็จะทยอยร่วงหล่น ผลมีเมล็ด 2 แบบคือ เมล็ดแก่จะมีสีเขียว และถ้าเมล็ดแก่มาก ๆ จะมีสีน้ำตาล และแตกออก ทำให้สามารถเก็บไปเพาะพันธุ์ต่อได้

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีการเพาะเมล็ดพันธุ์กฤษณา แต่เป็นวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งใช้เวลานาน จึงต้องใช้พันธุ์ที่ดีจึงจะคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป และการใช้วิธีแบบนี้จะให้ผลผลิตที่ดีมาก ถ้าได้พันธุ์ที่ไม่ดี จะทำให้เกิดกฤษณาพันธุ์ที่ไม่ดีหลายหมื่นต้น ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองต้นทุน

 

ประโยชน์ของไม้กฤษณา

การใช้ประโยชน์ทางด้านเนื้อไม้ เนื้อไม้สีเหลืองอ่อนหรือขาวนวล ถ้าทิ้งไว้นานจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน เสี้ยนตรง หยาบปานกลาง เลื่อยผ่าได้ง่าย ชักเงาไม่ดี ไม่ทนอยู่ในน้ำ ใช้ทำคันธนู หน้าไม้ เรือ เครื่องกลึง และแกะสลัก

การใช้ประโยชน์ทางด้านระบบนิเวศน์ ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ให้ร่มเงา ให้ความร่มรื่น ฯลฯ

การใช้ประโยชน์ทางด้านสถาปัตย์ ปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะรูปทรงของลำต้น เป็นรูปเจดีย์คว่ำ และไม่ผลัดใบ คือเป็นไม้มงคล

การใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร

-เนื้อไม้ บำรุงโลหิตในหัวใจ บำรุงตับและปอดให้เป็นปกติ แก้ลม

-แก่นไม้ บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ

-น้ำมันจากเมล็ด รักษาโรคผิวหนัง แก้โรคเรื้อน แก้มะเร็ง

-ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา คือ ลดความดันโลหิต

ข้อแนะนำสำหรับเกษตรกรผู้สนใจ
1. สำหรับเกษตรกรที่มีทุนมาก และสามารถรอได้ จะปลูกเป็นผืนป่าก็ได้

2. สำหรับเกษตรกรที่มีทุนน้อย ควรจะปลูกแบบรอบๆสวนมากกว่า

 

น้ำมันกฤษณา


น้ามันกฤษณา ( สายพันธ์เขมร )
ใช้หน่วยเป็น โตร่า โดย ปริมาณ 1 โตร่า เท่ากับ 12 cc.
ราคาโดยประมาณ 4,500-6,000 บาท / 1 โตร่า

ประวัติความเป็นมา
ไม้หอมกฤษณา เป็นไม้หอม ที่มีคุณค่ามาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ครั้งพุทธกาลเป็นหนึ่งในของหอมธรรมชาติ 4 อย่าง เรียกว่า จตุชาติสุคนธ์ ที่ใช้เผาและประพรม ในพิธี กรรมต่างๆเป็นเครื่อง ประทินผิว และใช้เข้าเครื่องยาหอมมาแต่อดีต รวมทั้งส่งเสริมเป็นเครื่องราชบรรณการ และเป็นสินค้าส่งออกที่ ขึ้นชื่อของสยาม ถึงขนาดพระเจ้ากรุงสยามคือพระนารายณ์มหาราชได้โปรดให้ผูกขาดการ ค้าไม้กฤษณาให้ซื้อขายจากหลวงและได้ผูกขาดต่อเนื่องทำรายได้แก่ประเทศ ชาติมาหลายยุคหลายสมัยเพิ่งมายกเลิกในสมัยรัชกาลที่4 ทำให้ไม้กฤษณาถูกลักลอบโค่นลงเป็นจำนวนมากเพื่อนำแก่นไม้หอมอันมีราคาสูงไปจำหน่ายยังประเทศกลุ่มอาหรับ

ไม้กฤษณาชนิดที่ดีที่สุดในโลกนั้นพบหลักฐานในสมัยอยุธยาในจดหมายของบริษัท อินเดียตะวันออก พ.ศ. 2222 ระบุว่าคือไม้หอมกฤษณาจากบ้านนา (Agillah Bannah) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนครนายก ไม้ชนิดนี้พบมากแถวบริเวณกัมพูชาแต่ในปัจจุบันไม้กฤษณาคุณภาพดีที่สุดได้จากเขาใหญ่ซึ่งเคยมีมากแถบดงพญาไฟซึ่งเป็นแหล่งผลิตไม้หอมเพื่อการส่งออกมาแต่อดีต ต้นตระกูลการหาไม้กฤษณาจะมาจากบ้านบุเกษียรลำคลองกระตุก บุตาชุ ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นทุ่งหญ้าอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

 

อ้างอิง

http://www.geocities.com/saletree/info_sub_2.htm

http://info.matichon.co.th/techno/

http://www.pantown.com/content.php?id=16770&name=content27&area=3

http://www.thaiessentialoil.com/entryform.php

http://www.agarwoodthailand.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=70008&Ntype=1

http://www.thaitrip.org/

http://www.agarwoodthailand.com/

http://www.forest.go.th/Private/krisana1.htm

http://www.dnp.go.th/EPAC/Herb/04kridsana.htm

ผมอยู่เชี

ผมอยู่เชียงรายอยากได้น้ำมันกฤษณา หรือไม้กฤษณา(ที่มีน้ำมัน) ไม่รู้หาซื้อทีไหน

To help you in your

To help you in your preparation for the exam, it is advisable to go through study material like 642-426 exam Questions and grasp the contents here fully. 1z0-042 exam Questions have been prepared for the purpose of enlightening the aspirants of the certification. A little attention by yourself to the study tasks of 640-801 exam Questions can solve many of your problems

สัมฤทธิผล

สัมฤทธิผลของการกระตุ้นไม้กฤษณา

Please see the best agarwood

Please see the best agarwood product available in Thailand at

www.AgarHarvest.com

รับตัดต่อ

รับตัดต่อภาพ-รับตกแต่งภาพ-รับงาน Retouch-รับออกแบบartwork-รับออกแบบเว็บและสิ่งพิมพ์งานโฆษณาทุกชนิด ราคาถูก

ตัดต่อแฟชั่น ทรงผม เครื่องประดับ อาหาร ของใช้ ฯลฯ
1.
ตัดต่อ
2.
ใส่ลายน้ำ(โลโก้บริษัทหรือชื่อเว็บ)
3.
ย่อไฟล์
4.
แต่งสี
5
เปลี่ยนแบล็คกราว
general_6230@hotmail.com

บริษัท International Discovery จำกัด

48 ศิริมังคลาจารย์  ต.สุเทพ จ.เชียงใหม่ 50200

ติดต่อ 082-6232117

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจค่ะ

แสดงความคิดเห็น

เนื้อหาของข้อมูลนี้ถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ
CAPTCHA
ยืนยันความเป็นมนุษย์ของท่าน เพื่อป้องกันหมูบดกระป๋อง(Spam)
Image CAPTCHA
Copy the characters (respecting upper/lower case) from the image.

คอลัมน์ประจำ

 ครอบครัวพอดี ครอบครัวพอดี
โดย สะอาด

การ์ตูนส่งเสริมความสัมพันธ์
อันดีของคนใกล้ตัวในบ้าน
ที่บางคนอาจมองข้าม

 วิทยาศาสตร์บันเทิง วิทยาศาสตร์บันเทิง
โดย เต่า
สารคดีเรื่องสั้นอ่านเพลิน
ที่ทำให้วิทยาศาสตร์
ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป